ปัญหาคลาสสิค สินสอดครับ ประสบกับตัวเองแล้ว

6,845


ผมกับแฟนคบกันมาประมาณ 5 ปี อยู่คนละที่ แต่ก็คุยกันตลอด เจอกันทุกเดือน ไปเที่ยว ตจว ตปท กันบ้างตามโอกาส ไปกันทุกปีคุยกันได้ทุกเรื่อง ระหว่างคบกัน ค่ากินค่าเที่ยว ก็สลับกันเลี้ยงบ่อยๆ โดยมากผมจะเลี้ยงเป็นส่วนใหญ่พ่อแม่ของผมกับแฟน เกษียณแล้วทั้งหมดแฟนรายได้เดือนนึงประมาณหนึ่งแสนค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ผม ผมเป็นคนให้ หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วผมก็เหลือเก็บเดือนละ2-30000แล้วแต่เดือน
ปีที่แล้ว ก็คุยกันเรื่องแต่งงานกันบ่อยขึ้นส่วนใหญ่ที่คุย ก็ไม่ค่อยได้ข้อสรุปอะไรเท่าไหร่ครับประเด็นที่คุยกันส่วนใหญ่ ก็เรื่อง รูปแบบงานแต่ง ค่าใช้จ่าย(สินสอด เป็นต้น)
1) โดยมากแฟนผมไม่ค่อยปลื้มกับสิ่งที่ผมบอกครับ เพราะเวลาเธอ ผมก็จะตอบเหมือนเดิมว่าขอแนวประหยัด อย่าให้มันมีค่าใช้จ่ายสูงมากนัก ผมมีแนวคิดว่า พิธีแต่งงานตามธรรมเนียมเช่นการ ผูกข้อมือ รับพรจากผู้ใหญ่ เป็นสิ่งที่ยอมรับได้แต่งานเลี้ยงแต่งงาน เป็นสิ่งที่ค่อนข้างฟุ่มเฟือย ถ้าลดได้ก็ดี นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเช่นการถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง ฯลฯ งบจะบานปลายไปเรื่อยๆ(และมีเหตุผลด้านอารมณ์ร่วมคือ ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวผมเลยที่ต้องเป็นเจ้าบ่าว ทักทายแขกจำนวนมากๆในงานแบบนั้น ถึงมันจะครั้งเดียวในชีวิตก็เถอะ)
2) แฟนผมก็ให้เหตุผลแย้งว่า ญาติผู้ใหญ่ของพ่อแม่เค้ามีค่อนข้างมาก ถ้าจัดงานเล็ก ก็เหมือนไม่ให้เกียรติไม่ไว้หน้าพ่อแม่ของเค้าเพื่อนเค้าก็เยอะ
3) แฟนผมก็เคยถามนะว่า ทำไมผมไม่ไปขอความเห็นจากพ่อแม่ผมบ้าง อาจจะไม่เหมือนที่ผมคิดนะ แฟนผมมักบอกว่าผมคิดไม่เหมือนคนอื่นผมก็เคยตอบไปว่า ถามไป สุดท้าย คนจัดการเรื่องค่าใช้จ่าย ก็ผมอยู่ดีแหละ เพราะผมไม่อยากให้พ่อแม่ต้องเอาเงินเก็บมา ให้เก็บไว้ใช้ตอนแก่เผื่อฉุกเฉิน(บ้านผมเดิมปากกัดตืนถีบครับ เงินเก็บมีน้อย วินัยการเงินหลุดบ่อย เพิ่งลืมตาอ้าปากรุ่นผม)แรกๆ ก็คุยกันประมาณนี้ครับ คุยกันบ่อย แต่ก็วนเวียนประเด็นเดิมๆ
4) พักหลัง ผมเลยเสนอว่า ถ้าผมจัดงบประมาณให้ 1 ล้าน เนี่ย พอมั้ยเค้าก็เลยถามครับว่า 1 ล้าน ค่างานแต่งอย่างเดียวหรือ แล้วค่าสินสอดกับของหมั้นล่ะผมตอบว่าไม่ใช่ รวมทุกอย่าง ทั้งสินสอด และ ค่าจัดงานเลี้ยง ก็เลยมีคำถามจากแฟนผมว่า แบบนี้สินสอดจะเป็นจำนวนเท่าไหร่ ผมเสนอว่า ก็ต้องจัดสรรเอาเองครับ จัดงานเลี้ยงใหญ่ สินสอดก็ต้องลดลง ถ้าต้องการให้เหลือสินสอดเยอะ งานเลี้ยงก็ต้องลดแฟนผมก็เงียบไป เราก็เลยไม่ได้คุยกันเรื่องนี้ไปซักพัก
ต่อมาไม่นาน ก็ได้คุยกันเรื่องนี้อีก5) แฟนผมเค้าก็เลยบอกว่า งั้นให้ไปคุยกับแม่แฟนเองแล้วกัน เพราะว่าเพื่อนแม่มีค่อนข้างมาก สังคมเยอะ และ แม่น่าจะแนะแนวทางการบริหารจัดการได้ถ้าจะให้จัดแบบ งานเล็ก ตามที่ผมเสนอ ถ้าแม่แฟนไม่เห็นด้วย เค้าก็ช่วยอะไรไม่ได้
แล้ววันนั้นก็มาถึงปกติผมไปบ้านแฟน ประมาณ เดือนละครั้ง แต่ปีนึง ไม่ถึง 12 ครั้งผมเตรียมใจไปแล้วครับ พอไปถึง หลังจากทักทายกัน พอได้เวลาส่วนตัว ที่แม่แฟน กับผม อยู่กันสองคน แม่เค้าก็บอกว่าแฟนผม เอาเรื่องการแต่งงานมาปรึกษา ตอนนี้ได้ข้อสรุปรึยังตอนที่คุยกับแม่แฟน ส่วนใหญ่แม่แฟนจะเป็นฝ่ายพูดนะครับ
6) สรุปได้ความว่า แม่แฟนผม ให้แนวคิดว่า งานเลี้ยงไม่จำเป็นต้องใหญ่ และคงไม่เชิญแขกมาก เพราะ เพื่อนๆแม่นั้นส่วนใหญ่มีอายุและเดินทางไม่สะดวก จัดงานที่บ้านได้ สินสอด มีพอเป็นพิธี เห็นคนรู้จักอีกทั้งคนมีชื่อเสียง แต่งงานกันใหญ่โต ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะอยู่กันยืด สินสอด ก็ให้ผมกับแฟนตกลงกันเอง แม่เค้าคงไม่ยุ่ง
พอคุยกันเสร็จ ผมก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาก แล้วแฟนผมมาถามตอนหลังว่าคุยกันเป็นยังไงบ้างผมก็เล่าไปตามนั้น แฟนผมบอกว่า ยังไม่รู้จักแม่เค้านะ แม่เค้าอาจจะประเมินต่ำไป จริงๆ เพื่อนแม่มีมาก แล้วพอทำๆ ไปเดี๋ยวมันก็จะเกินจากที่คุยกันอีกมากนะแม่เค้าตอบให้ผมรู้สึกดีแบบนั้นเองอ้าว ผมนี่ได้ฟังจากแฟนแล้ว จากที่รู้สึกใจชึ้นมา ก็มึนไปอีกรอบแฟนผมเลยบอกว่า เดี๋ยวเค้าไปถามแม่อีกทีว่า ที่คุยกับผมไป เป็นแบบที่ผมเล่าหรือเปล่า
ล่าสุด คุยกันทางโทรศัพท์7) แฟนผมได้คุยกับที่บ้านเธอแล้ว แฟนผมบอกว่า พ่อกับพี่น้องของแฟนผม ไม่เห็นด้วยเพราะ ถ้าสินสอดน้อย คนเขาจะดูถูก สินสอดต้องเรียกเยอะ เพราะ จะได้เป็นหลักประกันว่า ผมจะไม่นอกลู่นอกทาง และหากไปกันไม่รอด แฟนผมจะได้มีหลักประกัน เนื่องจากต้องกลายเป็นหญิงหม้าย เป็นฝ่ายเสียหาย ทั้งที่ระหว่างคบกัน ผมก็ไม่นอกลู่นอกทางเลยผมก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้น ผมเปลี่ยนงบ 1m เป็นอสังหา3m แทนได้มั้ยที่ผมเสนอแบบนี้ เพราะ ผมเองไม่มีเงินสดมากขนาดนี้หรอกครับ เลยเสนอไป
8) แฟนผมเค้าก็ถามว่า ถ้าโอนชื่อให้เป็นสินสอด แล้วค่าของหมั้น กับค่าจัดงานล่ะ จะจ่ายยังไงผมติดสะตันนิดนึง เลยถามว่า ขอรวบยอดค่าใช้จ่ายไม่ได้หรือ แล้วของหมั้น คืออะไรอีก ( ตอนนั้นผมงงจริงครับ ว่ามีอะไรยุบยิบจริง)ผมบอกว่า ก็ขอจำกัดค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป็นการโอนให้ แล้วให้แฟนผมจัดสรรเอาเองได้เลยครับ (แฟนผมมีเงินสดมากกว่าผม) เพราะผมไม่มีเงินสด
9) แฟนผมเค้าเลยบอกว่า มีที่ไหนเค้าทำกัน แบบนี้ก็เหมือนเค้าออกเงินจัดงานแต่งให้ตัวเองน่ะสิฝ่ายชายต้องเป็นคนออกค่าของหมั้น ค่างานแต่งด้วยผมก็เลยไม่รู้จะยังไงต่อ ก็ถามไปตรงๆ ว่าจะให้ทำยังไงอีก(ตอนนี้เลยมี สินสอดให้พ่อแม่ฝ่ายหญิง ของหมั้นให้แฟน ค่าจัดงาน )
10) เค้าเหมือนจะเสนอว่าขอที่อยู่ใหม่ที่ผมจะซื้อด้วยครับ เป็นของหมั้นอีกผมปฏิเสธครับ ผมบอกไปว่า ขอให้มีอะไรไว้ทางฝั่งผมบ้าง เกิดผมตายไปปุบปับ พ่อแม่ผมจะได้มีเหลือไว้ใช้แฟนผมเค้าก็บอกว่า ก็ยังมีบ้านที่พ่อแม่ผมอาศัยอยู่ ไม่ได้เอามาหมดซักหน่อย ทำไมผมพูดเหมือนเค้าอยากได้ของผมทำไมไม่คิดบ้างว่าถ้าผมตายไป เค้าก็ต้องดูแลพ่อแม่ผมนั่นแหละ
11) แล้วก็บอกผมว่า ทำไมที่ผ่านมา รูปแบบงานพิธีอะไรๆ ก็ไม่ค่อยออกความเห็น ให้เค้า(แฟนผม)จัดการอยู่ฝ่ายเดียวผมก็ตอบไปว่า ผมอยากจัดงานเล็ก ผูกข้อมือ งานเลี้ยงร่วมรับประทานอาหารคนในครอบครัว แค่นั้นเองทางฝ่ายผม( ถ้าเชิญที่ผมสะดวกใจจะเชิญจริง ญาติผู้ใหญ่ไม่น่าจะเกิน 10 คนนะครับ ส่วนเพื่อนกับเพื่อนที่ทำงานคงเชิญน้อยมาก)งานที่เหลือ เป็นส่วนที่เค้าอยากทำเพิ่ม พวกงานโรงแรมหรือรูปแบบการจัดเลี้ยงใดใด เค้าน่าจะเป็นคนเสนอไอเดียมานะครับ ผมไม่ได้มีแนวทางเพราะไม่ได้มองแนวทางแบบนั้นไว้
แฟนผม : งานเล็กยังไง จัดที่บ้านเหรอ บ้านเค้าที่ไม่พอหรอก ที่แคบผม: งั้นก็หาเช่าโรงแรมนะ หรือจะไปจัด รพ สงฆ์ก็ได้นะ เห็นมีคนไปจัดเยอะแยะแฟนผม : ไม่ต้องมาพูดเรื่อง รพ สงฆ์เลย ใครเค้าจัดแบบนั้นกัน…..เหมือนเค้าอยากแต่งอยู่ฝ่ายเดียว ผมทำเหมือนกับว่าไม่อยากแต่งแค่นี้นะวางสายกันไป
หมดแล้วครับผมงงมากครับ แฟนผมนิสัยดี ดูแลกันดี แต่พอพูดเรื่องงานแต่งแล้ว ถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้
ขอบคุณครับ
ปล. ของดความเห็นที่ว่า “ทำท้องเลย” ครับ

ใกล้เคียง